พญ.ภัทรลดา ฤทธิวงศ์ แนะวิธีดีท็อกซ์ระดับเซลล์ กับเวชศาสตร์ชะลอวัยที่ไม่ควรมองข้าม

“เอ็มดับบลิว เวลล์เนสส์ คลินิก” (MW Wellness) ศูนย์สุขภาพและความสวยงามที่เน้นการดูแลจากภายในสู่ภายนอกด้วยนวัตกรรมใหม่ ที่ใช้การบูรณาการดูแลรักษาสุขภาพสำหรับคนรุ่นใหม่ ด้วยการผสมผสานหลายองค์ความรู้ ตั้งแต่ผลการวิจัย นวัตกรรมที่ทันสมัยไปจนถึงแพทย์ทางเลือกต่างๆ ผนวกกับไลฟ์สไตล์ มาช่วยแก้ปัญหาสุขภาพได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ โดยเริ่มตั้งแต่การป้องกันในยามที่ยังไม่เกิดโรค สู่การรักษาโรคในขณะที่ยังไม่เกิดอาการ ไปจนถึงการชะลอวัยเพื่อคงความเยาว์วัยไว้ให้นานขึ้น โดยมีหลักคิดที่ว่า แก้ไขที่ต้นเหตุการเจ็บป่วยดีกว่าการใช้ยาเพื่อกดระงับอาการปลายทางเท่านั้น


“แพทย์หญิง ภัทรลดา ฤทธิวงศ์” แพทย์ธรรมชาติบำบัด และเวชศาสตร์ชะลอวัย ประจำเอ็มดับบลิว คลินิก ได้กล่าวถึงความสำคัญของกระบวนการดีท็อกซ์ตัวเองของร่างกายในระดับเซลล์ หรือที่เรียกกันว่ากระบวนการออโตฟากี (Autophagy) ไว้ว่า “กระบวนการออโตฟากีเป็นกระบวนการดีท็อกซ์ตัวเองของเซลล์ มาจากรากศัพท์ภาษากรีก คือ Auto แปลว่าอัตโนมัติ และ Phagy แปลว่าการกิน ซึ่งหมายถึงกลไกการกินตัวเองของเซลล์ ฟังดูน่ากลัวแต่จริงๆ คือการกำจัดเซลล์ที่หมดอายุแล้ว เปรียบเสมือนกับการรีไซเคิลตัวเองของเซลล์ที่มีทั้งการขับสิ่งที่ไม่ต้องการ และการนำสิ่งที่ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายกลับมาใช้ หรือจะเรียกว่ากระบวนการฟื้นฟูตัวเองตามธรรมชาติก็ได้ ยกตัวอย่างง่ายๆ ให้ลองนึกถึงเวลาที่เราเจ็บป่วย ร่างกายก็จะสร้างเม็ดเลือดขาวมากำจัดเชื้อโรค หรือสิ่งแปลกปลอมออกไป ทำให้เราสามารถหายป่วยเองได้
กระบวนการออโตฟากีเป็นกลไกตามธรรมชาติของร่างกาย ซึ่งจะเสื่อมประสิทธิภาพลงตามวัยและตามความเสื่อมของเซลล์ ตามปกติเซลล์ในร่างกายจะเริ่มเสื่อมสภาพลงตั้งแต่อายุ 25-30 ปี โดยจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองในช่วงอายุที่ผ่านมา รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ทั้งพฤติกรรมการใช้ชีวิต การรับประทานอาหารที่ก่อให้เกิดการอักเสบของร่างกาย กระบวนการเผาผลาญที่ไม่สมบูรณ์ ความเครียด และสภาพจิตใจ การที่กระบวนการออโตฟากีทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากจะช่วยชะลอวัยแล้วยังช่วยลดโอกาสความเจ็บป่วยในอนาคตได้ด้วย

แต่เพราะการใช้ชีวิตของคนเมืองรวมถึงคนที่ทำงานออฟฟิศมักจะได้รับสารพิษอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งจากสภาพอากาศ อาหาร มลภาวะต่างๆ การทำพฤติกรรมซ้ำๆ เช่น นั่งหรือยืนในท่าเดิมนานๆ หรือแม้แต่หมึกพิมพ์จากเครื่องถ่ายเอกสาร เป็นปัจจัยที่มารบกวนกระบวนการทำงานของระบบเผาผลาญ ระบบฮอร์โมน ระบบการไหลเวียน จนส่งผลต่อประสิทธิภาพของออโตฟากีทั้งสิ้น ส่งผลให้เกิดความเจ็บป่วยเรื้อรัง เพราะกระบวนการทำงานของร่างกายทำงานได้ไม่เต็มที่

ส่วนประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับร่างกายหลังการเกิดกระบวนการนี้ คือช่วยลดการเกิดโรคเรื้อรังและโรคร้ายแรงต่างๆ เช่น มะเร็ง ความดัน ไขมัน เบาหวาน รวมถึงความแก่ด้วย แต่เมื่อไรก็ตามที่กระบวนการนี้ผิดปกติ ก็จะนำพาซึ่งโรคต่างๆ ให้เกิดขึ้น
กระบวนการออโตฟากีเป็นกระบวนการกำจัดของเสียออกจากเซลล์ เมื่อเอาของเสียหรือขยะไปทิ้งก็จะเกิดที่ว่างขึ้น ทำให้ร่างกายมีโอกาสได้สร้างเซลล์ใหม่ ได้ซ่อมแซมเซลล์ของตัวเอง สเต็มเซลล์ก็สามารถทำงานได้เต็มที่ การไม่มีของเสียสะสมภายในเซลล์ก็ไปลดโอกาสเกิดความเจ็บป่วยนั่นเอง ผู้ที่ค้นพบการเกิดกระบวนการนี้จึงได้รับรางวัลโนเบล เพราะการค้นพบกระบวนการนี้จะต่อยอดไปถึงการรักษาและป้องกันโรคร้ายแรงได้อีกหลายชนิด รวมถึงศาสตร์เกี่ยวกับการชะลอวัยด้วย

ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่างในชีวิตประจำวัน ทำให้กระบวนการต่างๆ ในร่างกายทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ทำให้เราต้องเผชิญกับความเจ็บป่วยในอนาคต ซึ่งสิ่งที่รบกวนประสิทธิภาพในการทำงานของกระบวนการออโตฟากี ได้แก่ ความเสื่อมของอายุหรือความแก่ (Aging), กระบวนการเมตาบอลิซึมที่ลดลงตามอายุ, สิ่งแวดล้อมที่ทำให้เกิดความเครียด ทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระมากขึ้น, สารพิษทั้งจากภายในและภายนอกร่างกาย ภายนอกคือมลภาวะ โลหะหนัก ยาฆ่าแมลง ภายในคืออาหารที่เรารับประทานเข้าไปแล้วทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง เช่น ไขมันทรานส์ แป้งและน้ำตาลที่เกินพอดี อาหารที่ปนเปื้อนฮอร์โมนต่างๆ ที่ไม่จำเป็น เช่นจากการใช้โฟมหรือพลาสติกที่ไม่ได้มาตรฐาน และความเสื่อมเฉพาะจุดของอวัยวะ เช่น อาการปวดหัวเรื้อรังก็มักจะมีปัญหาเรื่องหลอดเลือดเสื่อม หรือผู้ที่กินยาเยอะๆ ก็มักจะมีปัญหาเรื่องตับ ซึ่งก็เป็นความเสื่อมเฉพาะจุด ทำให้กระบวนการออโตฟากีทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

ถ้าต้องการให้กระบวนการออโตฟากีกลับมาทำงานได้ดีก็ต้องลดปัจจัยดังกล่าวข้างต้น โดยเริ่มจากตัวเองก่อน ขั้นแรกต้องปรับความคิดและพฤติกรรม หลักๆ คือเรื่องของอาหารที่ต้องลดการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษ ส่วนเรื่องของ Aging เป็นสิ่งที่เกิดต่อเนื่องจากกระบวนการเมตาบอลิซึมของร่างกายลดลง ถ้าต้องการลดเรื่อง Aging คือการชะลอวัย ก็ต้องไปปรับเรื่องของอาหารเช่นกัน ลดแป้งและน้ำตาลลงให้พอประมาณ ออกกำลังกายไม่หนักจนเกินไป ดื่มน้ำเปล่าเป็นหลัก และอวัยวะสำคัญที่เราต้องดูแลเป็นพิเศษคือตับ เพราะสำหรับร่างกายแล้วตับคือโรงงานขจัดสารพิษ ถ้าจะช่วยให้ตับทำงานหนักน้อยลงก็ต้องลดการนำเข้าสารพิษ ลดความเครียด รับประทานผักผลไม้บำรุงตับ เช่น กระเทียม บรอกโคลี กะหล่ำดอก และกินวิตามินเสริม


ส่วนการกระตุ้นให้ร่างกายเกิดออโตฟากีอีกวิธีหนึ่ง คือ การ Intermittent Fasting หรือการอดอาหารชะลอวัยที่เหมาะสม วิธีนี้หลายคนอาจจะเคยได้ยินว่าเป็นวิธีการลดน้ำหนักที่สาวๆ กำลังให้ความสนใจ วิธีการนี้คือ การทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้ร่างกายเกิดการเผาผลาญ เพราะเมื่อเกิดการเผาผลาญจะเกิดอนุมูลอิสระ ทีนี้ถ้าไม่เกิดอนุมูลอิสระก็จะไปส่งผลโดยตรงต่อกระบวนการออโตฟากี ซึ่งจะไปโฟกัสที่การทำงานของตัวเองโดยจะไปกำจัดเซลล์ที่ไม่เป็นผลดีต่อร่างกายออก

ระยะเวลาในการอดอาหารที่เหมาะสมคือ 12-16 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะกระตุ้นกระบวนการออโตฟากีให้ทำงานต่อเนื่องได้นานถึง 2 วัน สำหรับบางคนที่ใช้วิธี Intermittent Fasting ในการลดน้ำหนักแต่ทำอย่างไรน้ำหนักก็ไม่ลด นั่นเพราะกระบวนการออโตฟากียังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ การอดอาหารชะลอวัยที่เหมาะสมจะต้องทำอย่างถูกต้อง เพราะอย่าลืมว่าในร่างกายคุณยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ไปขัดขวางการทำงานของกระบวนการออโตฟากีอยู่ เช่น ยังมีสารพิษสะสมอยู่ ยังคงมีความเครียดสะสม ยังคงมีการอักเสบเรื้อรังจากอาหารที่รับประทานเข้าไป ถ้าไม่ลดปัจจัยที่ไปขัดขวางกระบวนการเหล่านี้ กระบวนการออโตฟากีก็ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ การอดอาหารก็ไม่ได้ผล ฉะนั้นจึงต้องดูแลทุกด้านควบคู่กันไปค่ะ”