Stem Cell กับการล้างพิษ

STEM CELL กับการล้างพิษ การล้างพิษหรือดีท็อกซ์เป็นการนำเอาสารพิษออกจากร่างกายเรา ส่วนภายในระดับเซลล์เราก็มีการดีท็อกซ์ตัวเองเช่นกัน เพื่อให้เซลล์ได้มีพื้นที่ในการซ่อมแซมตัวเอง หลังจากร่างกายกำจัดเซลล์เก่าๆหรือสารพิษออกไป โดยธรรมชาติจะมีกลไกการฟื้นฟูตัวเองที่เกิดขึ้นในระดับเซลล์ ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคต่างๆ รวมทั้งทำให้สุขภาพแข็งแรง อายุยืนขึ้น (นักวิทยาศาสตร์ที่อธิบายกลไกนี้ ได้รับรางวัลโนเบลปี 2016) เซลล์ใช้กลไกการกินตัวเองเพื่อกำจัดโปรตีนและออร์แกเนลล์(อวัยวะของเซลล์) ที่เสียหาย เพื่อลดผลกระทบที่ทำให้เกิดการเสื่อมถอยของร่างกาย แต่กระบวนการนี้จะลดประสิทธิภาพลงตามอายุที่มากขึ้น หรือการรับสารพิษต่างๆจากสิ่งแวดล้อม จึงทำให้ การล้างพิษ(Detox) เป็นปัจจัยสำคัญหากต้องการกระตุ้นให้การทำงานระดับเซลล์ดีขึ้น เพราะเมื่อกลไกล้างพิษระดับเซลล์มีประสิทธิภาพ การใช้ Stemcell ทั้งจากภายในตัวเอง หรือจากภายนอก ก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในบางครั้งการใช้ Stemcell ได้ผลน้อยหรือไม่ได้ผลเลย เพราะประสิทธิภาพอื่นๆ ภายในเซลล์ไม่ได้ถูกจัดระเบียบให้เรียบร้อย แต่หากกระบวนการภายในเซลล์ถูกบริหารจัดการให้ดี ผลลัพธ์ก็จะออกมาดีด้วย

ทำไมถึงไม่ควรดีท็อกซ์ด้วยตัวเอง

ความเป็นมาของการทำดีท็อกซ์ หรือการล้างสารพิษในลำไส้ เป็นวิธีการหนึ่งของแพทย์แผนโบราณ โดยเป็นความเชื่อว่าการระบายอุจจาระออกมาสามารถที่จะให้ไข้ลดลง คนไข้มีอาการดีขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่ายาแผนโบราณหลายๆ ตัวจะออกฤทธิ์ทำให้ระบาย วิวัฒนาการของการดีท็อกซ์ การดีท็อกซ์สวนล้างลำไส้ในอดีตมีการใช้น้ำผึ้ง น้ำชา เหล้า เบียร์ หรือว่าใช้สารสบู่ต่างๆ ซึ่งมีความเข้าใจว่าสามารถที่จะสวนล้างเอาสารพิษออกมาได้ดีขึ้น ซึ่งต่อมาจึงเปลี่ยนมาใช้กาแฟ โดยกาแฟมีฤทธิ์ทำให้มีการขยายตัวของเส้นเลือด ทำให้ตับมีการขยายตัว เส้นเลือดมีการทำงานดีขึ้น ทั้งนี้ ตับเป็นอวัยวะที่ทำลายสารพิษอยู่แล้วในร่างกาย ในการที่ไปกระตุ้นให้ตับทำงานก็จะทำให้สารพิษขับออกจากร่างกายดีขึ้น ความจำเป็นในการสวนล้างลำไส้ ในทางการแพทย์นั้นมีการสวนล้างลำไส้จริง แต่จะไม่มีการทำกับคนปกติ คนที่ท้องผูกมากอุจจาระไม่ออก ทางการแพทย์ก็จะทำการสวนล้างลำไส้ หรือในกรณีที่คนไข้จะต้องเอ็กซเรย์ ไม่ต้องการให้อุจจาระในลำไส้บดบังส่วนที่จะทำเอ็กซเรย์ จึงต้องสวนเอาอุจจาระออก การทำดีท็อกซ์ควรทำหรือไม่ การทำดีท็อกซ์ หากจำเป็นต้องทำจะต้องมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ โดยแพทย์จะเป็นผู้ตรวจ และวินิจฉัยว่าเห็นสมควร การทำดีท็อกซ์เป็นกรรมวิธีทางการแพทย์ จะต้องทำโดยแพทย์ หรือพยาบาล ฉะนั้น หากทำไม่ถูกวิธี หรือใส่น้ำที่มีความเข้มข้นไม่ถูกต้องก็อาจทำให้เกลือแร่ในร่างกายผิดปกติ หรืออาจทำให้โซเดียมในกระแสเลือดสูงหรือต่ำเกินไปได้ อีกทั้งเป็นการล้างเพียงทวารหนักส่วนปลายของลำไส้ หรือการใส่ปริมาณน้ำที่มากเกินไปจะทำให้ลำไส้มีการโป่งขึ้น ลำไส้ของคนบางคนมีโรคประจำตัวอยู่ แต่ไม่ได้รับการตรวจมาก่อน อาจทำให้ลำไส้แตกหรือทะลุ เพราะฉะนั้นการทำดีท็อกซ์ลำไส้ควรอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญ ไม่ควรทำเอง