เทคนิคการเดินแล้วน้ำหนักลด


การเดิน เป็นการออกกำลังกายที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัยแถมยังปลอดภัย และยังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่เริ่มออกกำลังกายใหม่ๆ เลยก็ว่าได้ ซึ่งการเดินมีหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นการเดินธรรมดา การเดินเล่น การเดินช้า การเดินขึ้นบันได การเดินเร็ว ฯลฯ

ข้อดีของการเดิน

  • เป็นการออกกำลังกายที่ง่าย สะดวก และปลอดภัยที่สุด
  • เดินช้า 30 นาที สามารถช่วยเผาผลาญได้ 75 กิโลแคลอรี่
  • เดินธรรมดา 30 นาที สามารถช่วยเผาผลาญได้ 150 กิโลแคอลรี่
  • เดินเร็ว 30 นาที สามารถช่วยเผาผลาญได้ 170 กิโลแคลอรี่
  • ช่วยให้กล้ามเนื้อขาและสะโพกกระชับ
  • ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อได้
  • ลดความเครียด ช่วยให้อารมณ์ดี จิตใจแจ่มใส
  • ช่วยให้ระบบการขับถ่ายของร่างกาย ทำงานได้ดีเป็นปกติ
  • ช่วยทำให้อ่อนเยาว์ ชะลอวัย ผิวพรรณสดใส
  • ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน กำจัดไขมันส่วนเกิน ทำให้ระบบการทำงานของหัวใจและการไหลเวียนของเลือดได้ดีและเป็นปกติ
  • เหมาะกับผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีปัญหากระดูกบาง
  • การเดินเร็วเหมาะกับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก เพราะเป็นวิธีที่ทำให้ลดน้ำหนักอย่างเห็นผล

 

4 เทคนิคการเดินเพื่อลดน้ำหนัก

1. อบอุ่นร่างกายก่อนเดิน

ควรอบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลังกายอย่างน้อย 5-10 นาที เพราะเป็นการเตรียมพร้อม จะช่วยการเต้นของหัวใจ เพิ่มอุณหภูมิของร่างกาย เพิ่มการหายใจอย่างช้าๆ อีกทั้งยังช่วยลดการบาดเจ็บของข้อต่อและกล้ามเนื้อต่างๆ อีกทั้งการอบอุ่นร่างกายยังทำให้ช่วยออกกำลังกายได้ดีมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

2. เดินสม่ำเสมอ

เดินให้เร็วกว่าการเดินปกติในชีวิตประจำวัน และทำให้ได้ต่อเนื่องติดต่อกัน 30 นาทีขึ้นไป จำนวน 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์

3. หายใจให้ถูกวิธี

เพราะการหายใจอย่างถูกวิธีเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการออกกำลังกายให้มากขึ้น จะช่วยให้ร่างกายไม่เหนื่อยง่าย และทำให้ออกกำลังกายได้เต็มที่มากกว่าเดิม ดังนั้นขณะเดินควรหายใจเข้าออกยาวๆ โดยให้สูดหายใจเข้าไปในปอดจนท้องป่อง และปล่อยลมหายใจออกมาให้ท้องแฟ่บ

4. อย่าลืมยืดเส้นยืดสายหลังออกกำลังกาย

ถ้าเดินเสร็จแล้ว ค่อยๆ ลดจังหวะการเดินให้ช้าลง อย่าหยุดกะทันหันเด็ดขาด หลังจากนั้นให้ยืดเส้นยืดสาย เพราะจะช่วยลดความเมื่อยล้า อาการปวดและอาการบาดเจ็บหลังออกกำลังกายได้