ทำอย่างไร ถึง “แก่ช้า” กว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน?

การเกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมชาติและสัจธรรมของชีวิตที่เราไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ แต่คนในยุคปัจจุบันมีอายุยืนมากขี้นกว่าคนสมัยก่อน ด้านหนึ่งก็เป็นเพราะเรามีวิทยาการสมัยใหม่มากขึ้น และในอีกด้านหนึ่งก็เพราะเรามีความรู้มากขึ้น

มีหลายคนได้โทษเฉพาะในเรื่องมลพิษและสิ่งแวดล้อม ที่ทำให้คนในยุคนี้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งมากที่สุด หรือไม่ก็เป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือด ไม่ว่าโรคหลอดเลือดหัวใจหรือหลอดเลือดสมอง ซึ่งความจริงส่วนหนึ่งก็มาจากสิ่งแวดล้อมจริงๆ แต่ความจริงอีกด้านก็คือมนุษย์ได้เอาชนะสาเหตุการเสียชีวิตจากการคลอดได้มากขึ้น เราทำสงครามเข่นฆ่ากันน้อยลง เรามีการสาธารณสุขและอนามัยพื้นฐานดีขึ้น และที่สำคัญเราเอาชนะโรคเกี่ยวกับการติดเชื้อได้มากขึ้นกว่าสมัยก่อน ฯลฯ

แต่ถึงกระนั้น มนุษย์เราก็ต้องตายจากโรคนี้ไปด้วยโรคใดโรคหนึ่งอยู่ดี เมื่อมนุษย์มีสาเหตุการตายด้วยสาเหตุในอดีตน้อยลง ก็ต้องมาตายด้วยโรคที่มาจากสภาพอาหารและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป และโรคที่ต้องทำให้เราจากไปตามอายุขัยมากขึ้น ดังนั้นทั้งโรคมะเร็งและโรคหลอดเลือดทั้งหลายจึงกลายมาเป็นโรคที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนในยุคนี้มากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่มาก่อนความตายคือความแก่ ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ซึ่งแม้ว่าในยุคปัจจุบันจะมีเทคนิคทางด้านผิวหนังภายนอกมาเป็นตัวช่วยมากขึ้น แต่ความแก่จากข้างในก็เป็นสิ่งที่ยังคงเดินหน้าต่อไป โดยเฉพาะโรคยอดฮิตทั้งหลายที่มาตามวัย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง โรคสมองเสื่อม ฯลฯ

 

4 ปัจจัยที่ทำให้เราแก่ลงทุกวัน ได้แก่

1. นาฬิกาชีวิตที่เดินหน้าไปที่ทำให้เราเสื่อมตลอดเวลา

2. การสั้นลงของหางโครโมโซมที่เรียกว่าเทโลเมียร์ตามเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป

3. การเกิดขึ้นของอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจากอาหาร สภาพแวดล้อมและจิตใจที่จะไปทำลายดีเอ็นเอ โปรตีนและไขมัน

และ 4. ปฏิกิริยาไกลเคชั่น

 

ปัจจัยนาฬิกาชีวิตอาจจะเปลี่ยนไม่ได้ตามอายุขัยของมนุษย์ แต่อีก 3 ปัจจัย คือ เทโลเมียร์ อนุมูลอิสระ และปฏิกิริยาไกลเคชั่น อาจจะพอหาหนทางในการชะลอให้ช้าลงได้หลายวิธี แต่จะขอยก “6 ตัวอย่าง” ที่สามารถนำไปใช้ได้ดังนี้

1. กินน้อยแก่ช้าตายยาก กินมากตายง่ายแก่เร็ว เพราะการกินมากย่อมทำให้เกิดอนุมูลอิสระมาก เกิดการแบ่งเซลล์มากขึ้น (จากความอ้วน) และถ้ากินอาหารที่มีน้ำตาลมากขึ้น หรือการกินของผัดทอดด้วยไขมันไม่อิ่มตัวแล้ว ก็จะเกิดการอักเสบของเซลล์ต่างๆจากอนุมูลอิสระได้มากขึ้น ยิ่งในยุคที่รอบกายเรามีอาหารที่เป็นคาร์โบไฮเดรตและขนมที่มีน้ำตาลมาก นั่นคือปัจจัยที่เร่งทำให้แก่เร็วมากขึ้น

อันที่จริงในยุคปัจจุบันมีคนพยายามนำความรู้ยุคใหม่คือการอดอาหารเป็นช่วงๆ เพื่อทำให้ร่างกายได้มีโอกาสพักการย่อยอาหาร และสามารถซ่อมเซลล์ของตัวเองได้มากขึ้น โดยเฉพาะการอดอาหารพักการย่อยต่อเนื่องเป็นเวลา 16 ชั่วโมง ซึ่งจะว่าไปแล้วการที่พระสงฆ์ฉันภัตตาหารเพียง 1 มื้อตามคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นการตรัสรู้ที่นักวิทยาศาสตร์ยุคปัจจุบันเร่ิมเห็นประโยชน์ในทิศทางเดียวกัน

2. กินแป้งมาก หวานมาก แก่เร็วชัวร์ เพราะวิวัฒนาการของคนในยุคปัจจุบันที่มีเครื่องดื่มและขนมและอาหารหลายชนิดที่แสนจะอร่อย มายั่วยวนกิเลสมนุษย์ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งความหวาน (ผ่านแป้งขัดขาวและน้ำตาล) ในยุคปัจจุบันจะเร่งทำให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลินอย่างรวดเร็ว ส่งผลทำให้น้ำตาลตกและกลับมาหิวใหม่ ส่งผลทำให้กินอาหารและเครื่องดื่มหวานตลอดเวลา และหลายคนเสพติดแป้งน้ำตาลอย่างชนิดถอนตัวไม่ขึ้น การกินแป้งขัดขาวและน้ำตาลเกินนี้เองทำให้ก่อโรคสารพัดรวมถึง “แก่เร็ว”ด้วย

3. กินพืชเป็นหลัก (โดยเฉพาะไฟเบอร์สูง) แก่ช้ากว่า เพราะนอกจากในประเด็นที่ว่าการกินพืชเป็นหลักจะทำให้มีแคลอรี่ต่ำกว่าเนื้อสัตว์ ซึ่งเป็นผลทำให้เกิดพลังงานน้อยกว่า จึงเกิดอนุมูลอิสระน้อยกว่าแล้ว การกินเนื้อสัตว์มากย่อมผ่านกระบวนการความร้อนอย่างใดอย่างหนึ่ง (เพราะส่วนใหญ่มนุษย์ไม่ได้กินเนื้อสัตว์ดิบ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งความนิยมในการผัดทอด ซึ่งไขมันส่วนใหญ่ที่มนุษย์ใช้คือ “ไขมันไม่อิ่มตัว” ซึ่งเมื่อโดนความร้อนแล้วก็จะทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ทำให้เกิดการอักเสบ ทำให้เกิดการแบ่งเซลล์เร็วขึ้น ส่งผลทำให้เทโลเมียร์สั้นลง

4. กินเครื่องเทศ ต้านอนุมูลอิสระเหนือกว่ากินผัก และผลไม้แบบขาดลอย ในการแพทย์แผนไทยและอายุรเวทอินเดียเห็นว่าโรคที่จะเกิดขึ้นหลังอายุ 30 ปีขึ้นไปแล้ว มนุษย์จะเป็นโรคเกี่ยวกับธาตุลมมากขึ้น ซึ่งการกินอาหารรสเผ็ดจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องลมได้มากขึ้น ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าคนไทยที่อายุยืนส่วนใหญ่มักจะกินผักลวกหรือผักดิบจิ้มน้ำพริก (ยกเว้นคนๆนั้นมีกรรมพันธุ์ที่อายุยืน) ซึ่งสอดคล้องกับการวัดความสามารถในการดูดซับอนุมูลอิสระออกซิเจนนั้นพบว่ากลุ่มเครื่องเทศจะมีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระกว่าผักและผลไม้ชนิดเทียบกันไม่ได้เลย

5. เลี่ยงอาหาร การกระทำ และสิ่งแวดล้อมอนุมูลอิสระสูง ได้แก่อาหารที่มีการผัดทอดด้วยไขมันไม่อิ่มตัวจนเกิดสภาพเหลือง กรอบ หรือไหม้ รวมไปถึงอาหารที่เป็นแป้งขัดขาวและเครื่องดื่มที่ใส่น้ำตาลล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระทั้งส้ิน แต่ข้อสำคัญคืออาหารกลุ่มนี้มักจะอร่อยยั่วกิเลส เลิกยาก ดังนั้นหากเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรจะกินให้น้อยที่สุด หรือไม่ก็ต้องกินพืชเพิ่มมากขึ้น ดื่มน้ำมากขึ้น หรือกินอาหารที่มีเครื่องเทศมากขึ้นเพื่อถ่วงดุลแทน

แต่อนุมูลอิสระไม่ได้เกิดขึ้นจากอาหารเท่านั้น แต่ยังสามารถเกิดจากแสงแดดได้ด้วย แม้แสงแดดจะมีประโยชน์ในการสร้างวิตามินดี แต่ก็ทำให้ผิวหนังแก่เร็วได้ด้วย ดังนั้นใครออกกำลังกายควรจะต้องใช้ครีมกันแดดหรือใส่เสื้อผ้าที่คลุมกันแดดให้ดีด้วย

นอกจากนั้นสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ ไม่จะเป็นสารพิษ โลหะหนัก ยาฆ่าแมลง ฝุ่นละอองขนาดเล็ก ก็สามารถสร้างอนุมูลอิสระได้ทั้งนั้น ซึ่งสำหรับคนในเมืองและพื้นที่อุตสาหกรรมแล้ว “เลี่ยงยาก เสี่ยงสูง” แต่ถ้าคนไหนเลือกได้ การอยู่ในสภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่าก็มีโอกาสที่จะแก่ช้ากว่าเช่นกัน แต่ตัวช่วยในเรื่องนี้ก็คือการบูรณาการล้างพิษเพื่อลดการตกค้างให้น้อยลง ซึ่งได้จากอาหารเพื่อล้างพิษและการขับถ่ายของเสีย

แต่การเกิดอนุมูลอิสระยังเกิดได้จากอารมณ์เชิงลบและการออกกำลังกายเกินพอดีด้วย เพราะความเครียดทำให้เกิดอนุมูลอิสระ เช่นเดียวกับการออกกำลังกายปานกลางเป็นประโยชน์ เพิ่มระบบไหลเวียนเลือด และช่วยลดความเครียด แต่ถ้าออกกำลังกายมากเกินทำให้เกิดอนุมูลอิสระและการแบ่งเซลล์มากขึ้น

นอกจากนั้นการวางจิตคิดบวกและรู้จักปล่อยวางจากสิ่งที่เป็นไปรอบด้านที่เราไม่สามารถควบคุมได้จะช่วยลดอนุมูลอิสระได้ ทำให้นอนพักผ่อนเยียวยาตัวเองได้ การอยู่ในความหมกมุ่นหรือสังคมที่คิดแต่เชิงลบทำให้เครียดและเกิดอนุมูลอิสระ แก่เร็ว

สิ่งที่สำคัญอนุมูลอิสระยังเกิดจากการท้องผูกได้ด้วย หากอาหารบูดเน่าเสียตกค้างในลำไส้นาน ก็ย่อมเกิดอนุมูลอิสระในร่างกายมากเช่นเดียวกัน ก่อให้เกิดสารพัดโรค

 


สำหรับคนที่สนใจรายละเอียดในเรื่องความเป็นไปในเรื่องของการปฏิบัติตัวเพื่อชะลอวัยสามารถเข้าเรียนหลักสูตรวิถีชีวาเวชศาสตร์ รุ่นที่ 4 และหลักสูตรการประกอบอาหารเพื่อสุขภาพและชะลอวัยระดับยีน รุ่นที่ 3 ของสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งจะหมดเขตวันที่ 27 กันยายน 2562 นี้ สนใจรายละเอียดติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 061-950-6666

ด้วยความปรารถนาดี

ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต