อิทธิพลของจีน และอินเดียต่อวิชาการแพทย์แผนไทย 

“เปิดบันทึกหมอเสม” อิทธิพลของจีนและอินเดียต่อวิชาการแพทย์แผนไทย

การแพทย์ไทยโบราณ

ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้อยุธยาได้ปรากฏหลักฐานในบันทึกของ เมอสิเออร์ ชีมง เดอ ลา ลูแบร์ ซึ่งมีฐานะเป็นเอกอัครราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งประเทศฝรั่งเศสในขณะอยู่ที่สยาม เกิดเจ็บป่วยก็ได้มีการบันทึกว่า สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานหมอหลวงทั้งกรมมารักษาให้ โดยมีทั้งหมอจีน หมอสยาม และรามัญ ที่ผลัดกันมาตรวจด้วยการจับชีพจร
มีคำถามอยู่ว่าแพทย์แผนจีน แพทย์แผนไทย และแพทย์แผนมอญ สามารถร่วมกันรักษาได้อย่างไร และมีการผลัดกันจับชีพจรสื่อสารกันได้อย่างไร ในเมื่อผู้คนในยุคปัจจุบันมีความเชื่อว่าการแพทย์เหล่านี้มีรากฐานคนละศาสตร์กัน

แต่โดยประวัติศาสตร์แล้วการแพทย์แผนไทยนั้นเป็นการแพทย์ที่มีการบูรณาการจากพหุเวชศาสตร์ที่ได้เข้ามามีอิทธิพลผ่านทางวัฒนธรรมที่หลากหลายมาตั้งแต่อดีตกาลแล้ว ทั้งการแพทย์แผนจีน การแพทย์อายุรเวทจากอินเดีย การกอกเลือดด้วยเขาสัตว์จากการแพทย์ในศาสนาอิสลาม ฯลฯ อีกทั้งยังมีการประยุกต์และผสมผสานอีกหลายศาสตร์จนมาเป็นการแพทย์แผนไทย

ศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขหลายสมัย เป็นนายแพทย์ผู้บุกเบิกการแพทย์ชนบท และการแพทย์สมัยใหม่ ผู้ร่วมจัดทำแผนสาธารณสุขแห่งชาติ ได้เคยเขียนบทความชื่อ “วันพรุ่งนี้ของเวชปฏิบัติทั่วไป” ในหนังสือชมรมแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป ฉบับพิเศษวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๔ เนื่องในโอกาสที่ ชมรมแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปมีอายุครบรอบ ๗ ปี [1] ซึ่งในบทความดังกล่าวบางตอนได้เขียนแสดงทัศนะถึงอิทธิพลของการแพทย์ของจีนที่มีต่อประเทศไทยดังต่อไปนี้


“…การแพทย์ของยุคหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติไทยสมัยท่านน่านเจ้า (น่าน=ใต้, เจ้า = ใหญ่) คือเมื่อสมัยไทยยังเป็นใหญ่อยู่ทางด้านใต้ของประเทศจีนปัจจุบัน คือในมณฑลยูนาน อันมีเมืองแสหรือหนองแสเป็นราชธานี และมีพระมหากษัตริย์ที่เข้มแข็ง นามว่าขุนบรมหรือทางจดหมายเหตุทางจีนเรียกว่า “พีลอโก๊ะ” ซึ่งปรากฏว่าขุนบรมทรงเสวยราชย์ ณ เมืองแส เป็นรัชกาลที่ ๔ เมื่อ พ.ศ. ๑๒๗๒ [2]

พระองค์เป็นวีรกษัตริย์ที่กล้าหาญ ทรงขยายเขตได้บ้านเมืองมาทางใต้. และสร้างเมืองแถง (ปัจจุบันมีชื่อว่าเดียนเบียนฟู อยู่ในเวียดนามเหนือจุดจบของกองทัพฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. ๑๒๗๗ โดยฝีมือของขุนพลโวเหงียนเกี๊ยบ) ในแว่นแคว้น ๑๒ จุไทย และทรงลงมาประทับเป็นราชธานี เมื่อ พ.ศ. ๑๒๗๘

ในด้านการปกครองก็ปรากฏมีกระทรวงรับผิดชอบอยู่ ๙ กระทรวง คือ กระทรวงทหาร, กระทรวงสัมโนครัว, กระทรวงราชประเพณี, กระทรวงยุติธรรม, กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงโยธา, กระทรวงการคลัง, กระทรวงต่างประเทศ, และกระทรวงพาณชิย์ (คำว่ากระทรวง ภาษาไทยน่านเจ้าว่า “สอง” ซึ่งตรงกับภาษาจีนว่า “สาง” ในประเทศญี่ปุ่นคำว่ากระทรวงก็ยังใช้คำว่า “สอง” อยู่จนถึงปัจจุบัน กิจกรรมการแพทย์คงจะสังกัดอยู่ในกระทรวงสัมโนครัวหรือกระทรวงมหาดไทย…ชาติจีนเป็นชาติใหญ่มานานแล้วเก่าครั้งโบราณกาลก่อนสมัยพุทธกาล ๒๕๐๐ กว่าปี ฉะนั้นการแพทย์ของจีนคงจะมีอิทธิพลงต่อเวชปฏิบัติทั่วไปของไทยในสมัยน่านเจ้า…

…มหาศัลยแพทย์ฮูโต๋ สมัยสามก๊ก คือสมัยเมื่อ พ.ศ. ๗๐๐ ประเทศจีนแตกกันเป็นสามพวก การชิงดีชิงเด่นในด้านการเมืองทำให้เกิดหนังสือสามก๊ก เป็นตำรับตำราวิชาการเมืองและการทหารสืบเนื่องต่อกันมา และยังถือเป็นแบบฉบับของการดำรงชีพในปัจจุบันของทั้งชาวจีนและไทย ดังปรากฏมีคำพังเพยใช้เปรียบเทียบอยู่เนืองๆ ในสมัยสามก๊กนี้มีแพทย์จีนซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักกันดีในบรรดาประชาชนชาวไทยและชาวจีนชื่อหมอฮูโต๋ ท่านผู้นี้ในวงการแพทย์ปัจจุบันได้ยกย่องให้เป็นบิดาแห่งการใช้ยาระงับความรู้สึกในประเทศจีน

กล่าวคือ ได้นำ “กันชา“ มาใช้เป็นยาระงับความรู้สึกในการผ่าตัดเอาหัวเกาทัณฑ์ออก, ผ่าหน้าท้อง, ตัดม้าม นอกจากนี้ ยังได้บันทึกลักษณะของชีพจรที่พบในผู้ป่วยไว้มากกว่า ๒๐๐ ชนิด (เวชปฏิบัติปัจจุบันแบ่งลักษณะชีพจรได้มากเท่าไร)

การแพทย์ของจีนคงจะได้มีอิทธิพลต่อการแพทย์ของไทยสมัยน่านเจ้า เพราะไทยจีนมีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมร่วมกันมาอย่างใกล้ชิดหลายพันปีมาแล้ว จนคนไทยเรียกจีนเป็น “อา” หรือน้องของพ่อมาจนปัจจุบัน การแพทย์ของจีนคงจะเป็นกระจกส่องให้เห็นถึงสภาพการแพทย์ของไทยน่านเจ้าได้

เมื่อศาสนาพุทธแบบมหายานได้แพร่จากอาณาจักรด้านเหนือของประเทศอินเดีย อ้อมวกไปทางด้านหลังของภูเขาหิมาลัย หรือป่าหิมพานของอินเดีย สู่ประเทศธิเบตและจีนในพุทธศตวรรษที่หก และด้วยการจาริกของพระภิกษุจีนหลายรูปที่เดินทางมาสืบพระพุทธศาสนาในประเทศอินเดีย…

…อันพระไตรปิฎกนั้นนอกจากจะมีพระธรรมวินัยและคำสั่งสอนแล้วในหัวข้อ “เภสัชขันธกะ” พระพุทธองค์ยังได้ทรงอนุญาตให้พระภิกษุช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยเป็นการแผ่เมตตาไปพร้อมกันอีกด้วย ยาต่างๆ ได้จัดไว้เป็นหมวดหมู่มี ขิง ข่า ว่านน้ำ บรเพ็ด ใบมะกา ใบสะเดา กานพลู ดีปลี พริกไทย สมอพิเภก มหาหิงค์ รากบัวหลวง กำยาน อบเชย ไม้จันทน์ กำมะถัน ปรอท เกลือ ธาตุปูน เหล็ก น้ำมันงา ไขมันสัตว์ น้ำผึ้ง น้ำอ้อย และเนยใส…

เวชปฏิบัติทั่วไปคงจะเป็นการปฏิบัติตามแบบฉบับของจีนเดิมผสมผสานกับเวชปฏิบัติของอินเดียที่แอบมากับพระไตรปิฎกดังได้กล่าวพรรณามาแล้ว

เภสัชตำราก็คงจะถูกแก้ไขเพิ่มเติมไปพรรณได้นานาชนิด ที่อาจหาได้ตามท้องถิ่นที่ชาวไทยอพยพลงมาจากอาณาจักรน่านเจ้าลงมาทางใต้“

จากบทความที่คัดมาบางตอนของ ศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว ย่อมแสดงให้เห็นว่าการแพทย์แผนไทยนั้น แท้ที่จริงก็คือการแพทย์ที่มีการบูรณาการจากหลายเวชศาสตร์ ที่ได้รับอิทธิพลมาจาการแพทย์ของจีนและอินเดีย โดยมาปรับใช้และประยุกต์เข้ากับการแพทย์พื้นบ้านประจำท้องถิ่นของสยามตั้งแต่เมื่อครั้งโบราณกาล

ด้วยความปรารถนาดี
ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต
[1] ส. พริ้งพวงแก้ว, วันพรุ่งนี้ของเวชปฏิบัติทั่วไป, ชมรมแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป ฉบับพิเศษ 20 พฤศจิกายน 2514 หน้า 33-56

[2] พงศาวดารชาติไทยเล่มหนึ่ง ของพระบริหารเทพธานี-โรงพิมพ์ประจักษ์วิทยา หน้า 37 พ.ศ. 2508