สวย สุขภาพดี กับ MW Wellness

จากคุณหมอที่เคยป่วยด้วยโรคช็อกโกแลตซีสต์ ก่อนที่จะได้รับคำบอกเล่าเกี่ยวกับเวชศาสตร์ชะลอวัย ทำให้ “หมอไอซ์” พญ.ภัทรลดา ฤทธิวงศ์ เริ่มศึกษาและปฏิบัติด้วยตนเอง จากที่เคยสงสัยในศาสตร์ดังกล่าวจน ณ ปัจจุบัน สุขภาพของเธอที่ดีขึ้น

การมีสุขภาพดี คือคำยืนยันโดยไม่จำเป็นต้องอธิบายเหนือสิ่งอื่นใด นอกจากจะสุขภาพดีด้วยตนเองแล้ว “หมอไอซ์” ยังแบ่งเวลาเพื่อแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับเวชศาสตร์ชะลอวัยให้กับคนไข้และประชาชนทั่วไปที่สนใจ โดยหนึ่งในสถานะปัจจุบันของหมอไอซ์ คือแพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัย ประจำคลินิก Mannature Wellness เพื่อให้คำแนะนำและปรึกษาแนวทางการมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

  • ในเบื้องต้น หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า “เวชศาสตร์ชะลอวัย” คืออะไรครับ

เวชศาสตร์ชะลอวัย (Anti aging) คือการป้องกัน การเสริม การดูแลตัวเองที่เริ่มจากข้างใน ตั้งแต่เรื่องอาหารการกินไปจนถึงเรื่องพฤติกรรม ไม่ใช่การรักษาโรค แต่ทำให้คุณภาพชีวิตเราที่ไม่ดีหรือรบกวนชีวิตประจำวัน เวชศาสตร์ชะลอวัยจะเข้ามาเสริมมาช่วยให้ดีขึ้น มีสุขภาพที่ดีขึ้น

 

ศาสตร์ที่ว่านี้มีมานานหลายสิบปีแล้วในเมืองไทย แต่ยังไม่ค่อยแพร่หลาย เพราะคำว่า ชะลอวัยที่ไปคู่กับความงาม ฟิลเลอร์ ร้อยไหม แต่จริงๆ เวชศาสตร์ชะลอวัยเป็นเรื่องของสุขภาพ เป็นองค์ความรู้แบบเดียวกับแพทย์แผนปัจจุบัน จะแตกต่างกันตรงที่แพทย์แผนปัจจุบันเขาจะบอกว่า You are what you eat คุณกินอะไร ก็ได้อย่างนั้น คุณเจ็บไข้ได้ป่วยอย่างไร ก็มาจากอาหารที่คุณกิน แต่เวชศาสตร์ชะลอวัยจะเพิ่ม you are what would you eat คือคุณเป็นอย่างไร คุณก็ต้องเลือกอาหารที่คุณกินให้เหมาะสม

 

พอเราเข้าใจคอนเซ็ปต์ของเวชศาสตร์ชะลอวัย เรื่องความสวยความงามจะเป็นเรื่องรอง เพราะมันไม่ใช่ชะลอแก่ เนื่องจากเราก็แก่ขึ้น แต่แก่แล้วคุณภาพชีวิตมันดีขึ้น เช่นเราแก่ แต่ว่าเราสุขภาพความจำเรายังดี ปอดดี หัวใจดี เดินเหินไปไหนมาไหนได้ มันจะดูเป็นคนแก่ที่เฮลตี้ สุขภาพดี เห็นแล้วมันไบรท์

 

ตอนแรกๆ ก็ยังไม่ทราบ ยังสงสัยว่ามันจะจริงเหรอ แม้ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพแนะนำหรือว่าเพื่อนๆ ที่เขาไปศึกษามาก่อนแล้วมาเล่าให้เราฟัง เราก็ไม่เชื่อ จนกระทั่งเราป่วย คนรอบข้างญาติพี่น้องก็ป่วย ทั้งๆ ที่เราก็ให้คำปรึกษาไม่ขาด และเราก็ใส่ใจดูแลสุขภาพ สนใจเรื่องสุขภาพ ออกกำลังกายตั้งแต่เด็กๆ แม้ส่วนหนึ่งด้วยความเป็นผู้หญิงจะทำให้มองเรื่องความรักสวยรักงามมากกว่าผลลัพธ์สุขภาพ แต่ก็ทำให้เราแข็งแรงโดยปริยาย ก็เล่นโยคะสมัยยังไม่ฮิตเลย ช่วงเรียนมัธยมปี 2546 เพราะเราเห็นคนที่เขาเล่นเขางามจากภายใน เขาดูสวยจากภายใน คนนี้เขาสวยแบบสะอาด คลีน ไม่ได้สวยแบบปรุงแต่ง ก็เริ่มสนใจดูว่าเขากินอาหารอะไร มันก็จะมีตั้งแต่หุ่นดีและทำให้สุขภาพดียั่งยืนมั่นคง โดยที่เราก็ไม่รู้จักหรอกว่า แอนไทน์เอจจิ้งคืออะไร เวชศาสตร์ชะลอวัยคืออะไร

 

จนกระทั่งได้มาศึกษา เข้าสัมมนาทั้งเมืองไทยและเมืองนอก อ่านหนังสือตำรา เวชศาสตร์ชะลอวัย เป็นเรื่องสุขภาพ การป้องกัน เช่นเดียวกับแพทย์แผนปัจจุบัน เช่นเดียวกับหลักการแพทย์ที่ว่า การรักษาโรคที่ดีที่สุดคือการป้องกัน มันเป็นเรื่องที่เรารู้กันมานานแล้ว แต่ตอนนี้มันแอดวานซ์ขึ้น จากเดิมที่เคยข้องเกี่ยวกับคลีนิคความสวยความงาม ทุกคนจะถามว่าถ้าทำเลเซอร์ตัวนี้จะอยู่นานแค่ไหน มากกว่า 3-6 เดือนไหม แล้วถ้าเราอยากหน้าใส ตื่นขึ้นมาแล้วหน้าใสเลยควรทำอย่างไร คำตอบคือเราสามารถเสริมได้แค่เริ่มจากภายในตัวเอง

 

  • นอกจากหลักวิชาความรู้ มีการไปทดลองหรือทดสอบผลลัพธ์สุขภาพของเวชศาสตร์ชะลอวัยอย่างไรบ้าง

เริ่มจากตัวเราเองก่อน ซึ่งตรวจพบว่าเป็นโรคช็อคโกแลตซีสต์ โดยที่เราไม่ได้นึกสังเกตการปวดท้องประจำเดือนที่มักจะเป็นบ่อยๆ ประจำๆ เราก็นำความรู้เวชศาสตร์ชะลอวัยมาทดลองกับตัวเอง เราจะเสริมสุขภาพเราตรงไหนดี ก็เริ่มหาอาหารเสริม จนมาปรับอาหารการกินหลักพอได้ผลดี จากนั้นก็ลองมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จากการเป็นคนที่ชอบทานกาแฟมาก และจำเป็นต้องทาน เนื่องจากรูปแบบการทำงานเวร ควงเวร ก็ทำให้ติดดื่มกาแฟจนค่ามวลกระดูกบาง แต่เราก็เลิกไม่ได้ เลิกก็จะส่งผลต่อชีวิตประจำวัน และอีกอย่าง กาแฟก็มีทั้งส่วนดีและไม่ดี ไม่ใช่ไม่ดีร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่ดีทั้งหมด เราก็ต้องหยุดอยู่แล้ว แต่มันมีส่วนที่ดี แล้วเราจะมีอะไรมาเสริมได้ แอนไทเอจจิ้งอะไรที่เราปรับได้ นั้นคือหลักการจากตัวเองก็เลยไปสู่คนไข้ที่เราดูแล เพราะเราเริ่มจากตัวเองทำให้เข้าใจคนไข้ว่า บางอย่างรู้ว่ามันไม่ดี แต่เลิกไม่ได้ เราจะทำอย่างไร เราจะปรับอย่างไร จากสิ่งที่เขาไม่รู้แล้วก็เปลี่ยนให้เขารู้ ผลปรากฏว่าดี 3 เดือน 6 เดือน กลับมา ผลเลือดดีขึ้น และคุณภาพชีวิตก็ดีขึ้น จากไม่มีแรง หนักตัว กลายเป็นเบา กระฉับกระเฉงมากขึ้น แค่ปรับพฤติกรรม แค่เปลี่ยนตัวเอง

 

  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เน้นอะไรเป็นหลักครับเรื่องการรับประทานมาเป็นอันดับหนึ่ง คือคนไข้บางคนมักมีความเข้าใจผิด ชอบเข้าใจผิดว่าไม่เป็นไร กินอะไรก็ได้ตามใจชอบ อย่างเป็นโรคเบาหวาน ลดของหวานอย่างเดียว เพราะฉันกินยาลดน้ำตาลแล้ว กินยาลดไขมันแล้ว นอกนั้นทานได้ตามปกติ แต่จริงๆ มันไม่ใช่แค่ลดน้ำตาลอย่างเดียว ต้องลดแป้งด้วย เพราะแป้งนั้นพอมันย่อย มันเปลี่ยนเป็นน้ำตาล ทานขนมปังจืด สุดท้ายมันก็เปลี่ยนเป็นน้ำตาล น้ำตาลในเลือดก็สูงถ้าทานในปริมาณมาก หรืออย่างคนไข้ความดัน อย่ากินเค็มๆ จริงๆ มันไม่ใช่แค่เค็ม หลักๆ คือให้ลดโซเดียม ถามว่ากินโจ๊กซองได้ไหม ก็ต้องดูในซองว่าปริมาณโซเดียมมันเท่าไหร่• แสดงว่ายังมีความเข้าใจผิดกันอีกเยอะมาก

ก็ค่อนข้างจำนวนมากค่ะ เนื่องจากปัญหาเรื่องเวลาและจำนวน ทำให้แพทย์ไม่ค่อยมีเวลาจะบอกรายละเอียดทั้งหมดให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ โรงพยาบาลมีคนไข้วันละ 100-200 คน ทำให้ยากต่อการเข้าถึงความรู้ความเข้าใจตรงนี้ แตกต่างจากเมืองนอกทางแถบยุโรป ประเทศอังกฤษ ประเทศเยอรมนี คนไข้เขาจะต้องเจอหมอประจำครอบครัวอยู่แล้ว เขาจะมีจัดชั่วโมงขอคำปรึกษา ก็จะดูแลปรับเปลี่ยนโน่นนี่นั่น ไม่ใช่ตรวจพบเป็นโรคแล้วทานยารักษาปลายทางอย่างเดียว เริ่มต้นรักษาที่ต้นทางด้วยควบคู่กัน ยังทานยาตามปกติที่หมอสั่ง แต่เรามาเสริมแล้วพอมันดีขึ้น อาจจะมีแนวโน้มที่จะค่อยๆ ลดปริมาณยา ไม่ต้องกินเป็นกำมือ แต่บางคนถ้าต้องกินก็คือต้องกิน

 

ตัวอย่างคนแก่อายุ 70 ปี เป็นโรคนอนไม่หลับ เราจะไม่ให้ยาคลายเครียด ไม่ใช่แค่แนะนำให้เลิกเครียด เลิกคิดมาก หรือบอกว่าเป็นธรรมชาติของช่วงวัย เพราะคนแต่ละคนก็แตกต่างกัน เราเลยเพิ่มค้นว่าเกิดจากสาเหตุอะไร ถ้าเกิดจากภายใน การหลั่งโกรทฮอร์โมนลดลง เราจะช่วยแก้ไขอย่างไร อาหารอะไรที่เพิ่มสารที่ช่วยให้นอนหลับได้บ้าง เราก็จะมาดู แล้วจะแนะนำเขา เนื่องจากเรามองว่าถ้ามันรบกวนชีวิตประจำวัน เราก็ต้องหาทางที่จะแก้ ตรงนี้เราก็เลยมองว่ามันคือศาสตร์แห่งการทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ทำให้เรามีความสุขในการใช้ชีวิตของเรา

จากการที่เราทำกับทางโรงพยาบาลสีคิ้วเมื่อสองปีที่แล้ว จังหวัดนครราชสีมา ส่วนใหญ่พอได้รู้และเข้าใจก็ปรับทำตาม พฤติกรรมทานหวาน ทานเค็มที่คล้ายๆ กัน ก็ดีขึ้นเยอะ แม้จะไม่ได้พูดคุยส่วนตัวทั้งหมด คือใช้วิธีการจัดเป็นกรุ๊ปๆ กรุ๊ปนี้ควบคุมน้ำตาลไม่ดีที่สุด แยกมาหนึ่งกลุ่ม กรุ๊ปนี้คุมปานกลางก็อีกหนึ่งกลุ่ม กรุ๊ปนี้คุมได้ดีมาก หลังตรวจเสร็จก่อนรับยา ก็จะปิดห้องคุยรวมกัน หลังจากนั้นคนไข้ก็เกิดการกระจายความรู้ส่งต่อ เราก็เลยเกิดการเล็งเห็นซึ่งประจวบเหมาะกับอาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ อยากจะสร้างสถานที่ดูแลคนไข้แบบองค์รวมขึ้นมา คือดูแลให้ครอบคลุมทุกอย่างรอบด้าน ซึ่งจากปัญหาที่เราเคยเจอไม่มีเวลาคุยกับคนไข้ เราต้องการเวลาในการที่จะคุยกับคนไข้ เพื่อที่จะปรับทัศนคติ แต่มันไม่ใช่ฟังครั้งเดียวจะเข้าใจ มันต้องใช้เวลา และที่สำคัญ แต่ละคนมีปัญหาไม่เหมือนกัน จะใช้การบำรุงสูตรเดียวกันไม่ได้ มันก็ต้องแยกสูตรไปแต่ละคนถึงจะสัมฤทธิ์ผลสูงสุดต่อสุขภาพคนไข้ ก็เลยเกิดขึ้นเป็นคลินิก MW (Mannature Wellness) แห่งนี้

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

พิษของบุหรี่

ประโยชน์ของวิตามินซี